เล่นป๊อกเด้งอย่างไรให้ได้ตัง? ถอดกลยุทธ์การเล่นป๊อกเด้งจาก ทฤษฎีเกม และ การวิเคราะห์ข้อมูล

ป๊อกเด้ง เป็นเกมไพ่ที่ได้รับความนิยมทั่วไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับการออกทริปต่างจังหวัดกับเพื่อนฝูง ด้วยกติกาที่เข้าใจง่าย ใช้เวลาในการเล่นไม่นาน และสามารถเพิ่มความท้าทายได้ด้วยการวางเงินเดิมพัน

แต่สำหรับผู้ที่ชื่นชอบในการวางกลยุทธ์ขับเคี่ยวกันด้วยสติปัญญา ป๊อกเด้งอาจไม่ใช่เกมที่ตอบโจทย์เท่าไหร่นัก เนื่องจากมักถูกมองว่าเป็นเกมที่ผลแพ้-ชนะนั้นพึ่งพาอาศัยดวงมากกว่าฝีมือ

บทความนี้จะพาทุกคนไปสำรวจกันว่าแท้จริงแล้ว ป๊อกเด้งเป็นเกมที่ใช้แต่ดวงจริง ๆ อย่างที่ใคร ๆ เค้าว่ากัน หรือเราสามารถดำเนินกลยุทธ์บางอย่างเพื่อให้การเล่นของเรามีประสิทธิภาพสูงสุด ผ่านการใช้กรอบคิดของทฤษฎีเกมและกระบวนการของ Data Analytics

สำหรับตอนที่ 1 เราจะมาวิเคราะห์กันว่าแนวทางการเล่นที่ดีที่สุดสำหรับตำแหน่ง “ลูกมือ” เป็นอย่างไร

ปูพื้นกันก่อน
สำหรับกฎกติกาที่จะใช้สำหรับการเล่นป๊อกเด้งในบทความนี้ก็จะเหมือนกฎทั่ว ๆ ไป เริ่มด้วยการแจกไพ่ให้ผู้เล่นคนละ 2 ใบ คิดคะแนนจากไพ่ทั้ง 2 ใบรวมกัน แล้วเปรียบเทียบระหว่างลูกมือและเจ้ามือ

กลไกสำคัญที่(อาจ)ส่งผลให้ป๊อกเด้งเป็นเกมไพ่ที่ต้องอาศัยมากกว่าดวงในการเป็น
ผู้กุมชัยชนะ คือในกรณีที่ไม่มีใครถือ [ป๊อก8] หรือ[ป๊อก9] ผู้เล่นสามารถเลือกหยิบไพ่ใบที่ 3 เพื่อนำมาคิดคะแนนรวมกับไพ่ 2 ใบแรกได้ โดยลำดับของคะแนนที่ได้ เรียงจากสูงสุดลงไปต่ำสุดดังนี้

ป๊อก9>ป๊อก8>ตอง>เรียงดอก>เรียง>เซียน>9หลัง>8หลัง>7>…>1>บอด
จำนวนเด้งไม่มีผลต่อการแพ้ชนะ เป็นเพียงตัวคูณสำหรับเงินเดิมพันเท่านั้น

ซึ่งการเลือก “อยู่” (ไม่หยิบไพ่เพิ่ม) หรือ “จั่ว” (หยิบไพ่เพิ่ม) ให้ถูกจังหวะนั้น อาจเป็นหนึ่งในกุญแจสำคัญที่ช่วยให้เราสามารถควบคุมทิศทางการเล่นและสามารถนำเราไปสู่ผลลัพธ์ที่ต้องการได้

วิเคราะห์ยังไง?
เพื่อให้ได้มาซึ่งข้อมูลที่จำเป็นสำหรับการวิเคราะห์หาแนวทางการเล่นที่ดีที่สุด เราจะใช้การเขียนโค้ด Python สำหรับการจำลองสถานการณ์การแข่งขันป๊อกเด้งระหว่างลูกมือและเจ้ามือแบบสุ่มทั้งหมด 100,000 ครั้ง (ใช่ครับ หนึ่งแสนครั้ง!) ได้ผลลัพธ์ออกมาเป็น Dataframe หน้าตาประมาณนี้

โดย column ที่ขึ้นต้นด้วย player จะเป็นของฝ่ายลูกมือ ส่วน dealer เป็นของฝ่ายเจ้ามือ เริ่มต้นที่แต่ละฝ่ายมีไพ่คนละ 2 ใบ เมื่อจั่วใบที่ 3 ไพ่และมือที่ได้จะอยู่ใน column ที่เป็น new_card และ new_hand

สังเกตว่า column ที่ชื่อว่า dealer_new_card จะถูกแบ่งออกเป็น 2 column เนื่องจากในกรณีที่ลูกมือไม่ได้หยิบไพ่เพิ่ม หากเจ้ามือเลือกจั่วไพ่ ไพ่ใบบนสุดจะเป็นของเจ้ามือ ในทางกลับกัน หากลูกมือหยิบไพ่ใบนั้นไป เจ้ามือจะได้ไพ่ใบถัดไปมาแทน

นอกจากนี้ จุดสังเกตอีกอย่างคือถ้าในกรณีที่คนใดคนหนึ่งได้ [ป๊อก8] หรือ [ป๊อก9] จะไม่มีผู้เล่นคนไหนได้หยิบไพ่เพิ่มอีก เนื่องจากเกมจะจบลงทันที (ส่งผลให้ column card และ new_card จะเป็นไพ่ชุดเดียวกัน)
ได้อะไรบ้างจากข้อมูลเบื้องต้น?

ได้อะไรบ้างจากข้อมูลเบื้องต้น?

จากการมองข้อมูลแว๊บแรก เราสามารถเขียนโค้ดเพื่อ visualize ข้อมูลบางอย่างได้ อาทิ ไพ่แบบไหนมีโอกาสออกมากที่สุด (hand frequency) ไพ่ที่เราถือมีโอกาสชนะมากน้อยเพียงใด (win percentage) หรือมีรายได้ต่อมือเท่าไหร่ (income per hand)

จากภาพที่ 1 จะเห็นได้ว่าสำหรับไพ่ 2 ใบแรก เราสามารถแบ่งกลุ่มไพ่ได้เป็น 5 กลุ่ม ตามโอกาสในการออก ได้แก่

  1. ไพ่[บอด]
  2. ไพ่เลขคี่ [1][3][5][7][ป๊อก9]
  3. ไพ่เลขคู่ [2][4][6][ป๊อก8]
  4. ไพ่เลขคู่ 2เด้ง
  5. ไพ่เลขคี่ 2เด้ง

สำหรับการวิเคราะห์โอกาสชนะและรายได้ต่อมือ เราสามารถตัดเกมที่ผู้เล่นมีไพ่ [ป๊อก8] หรือ [ป๊อก9] ออกจากการวิเคราะห์ของเราได้ เพราะไม่ว่าจะถือ [บอด] หรือ [7 สองเด้ง] ก็มีค่าเท่ากันอยู่ดี เพราะโดนอีกฝ่ายที่มีป๊อกกินตังไปเรียบร้อยแล้ว
ด้วยการเขียนโค้ดเพิ่มเติมเล็กน้อย เราสามารถคัดเฉพาะข้อมูลที่จำเป็นสำหรับการวิเคราะห์ในขั้นตอนต่อไปได้ ออกมาเป็น DataFrame ใหม่ที่กระชับกว่าเดิม (รึเปล่า)

จากตารางนี้ เราจะเห็นว่ามี column ใหม่ ๆ ถูกเพิ่มเข้าไป แต่ละ column จะขึ้นต้นด้วย 2v2 ไปจนถึง 3v3 ซึ่งเลขตัวหน้าหมายถึงจำนวนไพ่ของลูกมือ และเลขตัวหลังหมายถึงจำนวนไพ่ของเจ้ามือ

นอกเหนือจากนี้ column ที่ลงท้ายด้วย _re จะบอกถึงผลลัพธ์การแข่งจากฝ่ายลูกมือ ว่าชนะ(ได้) แพ้(เสีย) หรือเสมอ(ชน) และ column ที่ลงท้ายด้วย _port จะเป็นเงินที่ลูกมือได้รับจากตานั้น ๆ (สมมติให้เล่นกันตาละ 1 บาท)

ตัวอย่างเช่นเกมแรกที่ player_hand เป็น [บอด] และ dealer_hand เป็น [7] ถ้าไม่มีใครหยิบไพ่เพิ่ม ผลลัพธ์ของเกม (2v2_re) จะเป็นลูกมือ “เสีย” คิดเป็นมูลค่าเท่ากับ -1 บาท (2v2_port)

ถ้าหากลูกมือเลือกที่จะจั่ว ลูกมือจะได้รับไพ่ [A โพธิ์แดง] ไป (ดูตารางที่ 1) ซึ่งจะทำ
ให้คะแนนของมือเพิ่มจาก [บอด] เป็น 1หลัง และ

ถ้าหากเจ้ามือเลือกที่จะจั่วไพ่เพิ่มเช่นกัน เจ้ามือจะได้รับไพ่ [2 ดอกจิก] จากเดิมที่ถือคะแนนเท่ากับ [7] ก็จะกลายเป็น [9หลัง] ผลลัพธ์ (3v3_re) คือลูกมือ “เสีย” อยู่ดี

ทีนี้ เราที่อยู่ในตำแหน่งลูกมือจะรู้ได้อย่างไรล่ะ ว่าเมื่อไหร่ควรจะ “อยู่” หรือเมื่อไหร่ควรจะ “จั่ว” คำตอบก็ง่ายมาก ถ้าไพ่ที่ตัวเองถืออยู่เป็นมือที่ดีอยู่แล้วก็ไม่ต้องจั่ว ถ้าเป็นมือที่แย่ก็จั่วเพิ่มซะ

แล้วมือแบบไหนล่ะที่เรียกว่าดี? (อ้าว …)

The Good, the Bad, and the Risky
สำหรับขั้นตอนนี้ เราจะทำการย่อยข้อมูลจากตารางที่แล้วลงมาอีก โดยใช้มือที่เราได้เป็นเกณฑ์ในการจัดกลุ่มเพื่อเปรียบเทียบ performance ของมือแต่ละแบบ

ซึ่งตัวแปรที่เราจะใช้ในการเปรียบเทียบ ได้แก่โอกาสชนะ (win percentage) และรายได้ต่อมือ (income per hand) นั่นเอง

จากตาราง ถ้าเราลองจัดกลุ่มคร่าว ๆ โดยอิงจาก performance ของมือ เราสามารถแบ่งประเภทของมือได้เป็น 3 กลุ่มด้วยกัน (ตามเส้นสีม่วง) ได้แก่

กลุ่มที่ 1: Bad hands (โอกาสชนะน้อยกว่า 70% และมีรายได้ต่อมือน้อยกว่า 0)

ได้แก่ [1] [1 สองเด้ง] [2] [2 สองเด้ง] และ [3]

กลุ่มที่ 2: Risky hands (โอกาสชนะน้อยกว่า 70% แต่มีรายได้ต่อมือมากกว่า 0)

ได้แก่ [3 สองเด้ง] [4] [4 สองเด้ง] [5] และ [5 สองเด้ง]

กลุ่มที่ 3: Good hands (โอกาสชนะมากกว่า 70% และมีรายได้ต่อมือมากกว่า 0)

ได้แก่ [6] [6 สองเด้ง] [7] และ [7 สองเด้ง]

ซึ่งแนวทางการเล่นของมือกลุ่มที่ 1 และกลุ่มที่ 3 นั้นก็ค่อนข้างชัดเจนอยู่แล้ว ถ้าหากมือที่มีอยู่เป็น bad hand ก็ให้จั่วไพ่ใบที่ 3 เพื่อเพิ่มโอกาสชนะ ถ้าหากมือที่มีอยู่เป็น good hand ก็ไม่จำเป็นต้องจั่วไพ่เพิ่ม (ดีกว่าจั่วแล้วแต้มลด)

แล้วถ้าหากไพ่ที่มีอยู่เป็น risky hand ล่ะ? แบบจับได้ [4 สองเด้ง] งี้ ควรหยุด หรือจั่วเพิ่มอีกใบดี?

เนื่องจากไพ่ในกลุ่ม risky hand นับเป็นไพ่ที่มีความพิเศษบางอย่างสำหรับป๊อกเด้ง กล่าวคือ เป็นไพ่ที่เหมือนจะมีโอกาสชนะไม่เยอะ (น้อยกว่า 70%) แต่รายได้ต่อมือกลับเป็นบวก (ถ้าเล่นมือนี้ซ้ำ ๆ ไปเรื่อย ๆ ท้ายที่สุดแล้วเราจะได้เงินแทนที่จะเป็นเสียเงินนั่นแหละ)

ซึ่งการเลือกกลยุทธ์ให้ถูกว่าตอนไหนควร “อยู่” ตอนไหนควร “จั่ว” เมื่อได้มือที่เป็น risky hand นี่แหละ จะเป็นกุญแจสำคัญในการควบคุมผลการเล่นให้ออกมาดีที่สุดในแบบที่มันควรจะเป็น
เปรียบเทียบกันไปเลย

ทางที่จะรู้ได้ว่าตัวเลือกไหนเป็นตัวเลือกที่ดีกว่ากัน ก็คือการเอาทั้ง 2 ตัวเลือกมาเปรียบเทียบกันตรง ๆ ไปเลย โดยการดู long-term portfolio (ผลรวมรายได้) ของมือนั้น ๆ เมื่อต้องเจอกับมือของเจ้าหลาย ๆ แบบ

ถ้าจั่วแล้ว long-term portfolio เพิ่มมากกว่าเดิม ก็แสดงว่าการจั่วเป็นกลยุทธ์ที่ดีกว่าแต่ถ้าเงินลด ก็แสดงว่าไม่จั่วย่อมดีกว่านั่นเอง

เราสามารถแบ่งกรณีเปรียบเทียบได้เป็น 2 กรณีด้วยกัน ได้แก่ 1. เจ้ามือเล่นด้วยไพ่ 2 ใบ (ไม่จั่วเพิ่ม) และ 2. เจ้ามือเล่นด้วยไพ่ 3 ใบ (จั่วเพิ่ม)

สรุปแล้วเป็นลูกมือต้องเล่นยังไง?

หลังจากวิเคราะห์กันมาเนิ่นนาน กล่าวโดยสรุปก็คือถ้าหากเราเป็นลูกมือที่ไปเล่นป๊อกเด้งกับเจ้ามือที่เล่นแบบมีแบบแผน (รู้ว่าเมื่อไหร่ควรอยู่ เมื่อไหร่ควรจั่ว)

ถ้าหากมือเริ่มต้นเราได้มือที่น้อยกว่า [5 สองเด้ง] ให้จั่วไพ่เพิ่มเพื่อเพิ่มโอกาสชนะ
แต่ถ้าได้มือที่เป็น [5 สองเด้ง] หรือสูงกว่า ก็ไม่จำเป็นต้องจั่วไพ่เพิ่มแล้วนั่นเอง

Latest Posts

เดือนนี้ฝันอะไร ทำนายความฝัน เลขเด็ด ก่อนหวยออก งวด 1/7/63

ความฝัน คือการแสดงออกของความนึกคิด ความรู้สึก และเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่ผ่านเข้ามาในสมอง ในขณะที่เรากำลังนอนหลับอยู่...

The Random Number Generator (RNG) ในเกมสล็อตออนไลน์ คืออะไร

The Random Number Generator (RNG) เป็นโปรแกรมที่จะสร้างชุดตัวเลขขึ้นมาโดยใช้อัลกอริทึมคณิตศาสตร์ในการคำนวณผล โดยชุดตัวเลขที่สร้างขึ้นมานี้จะเป็นการสุ่มแบบ...

ดูดวงรายวัน วันศุกร์ ที่ 26 มิถุนายน 2563

ดูดวงรายวันประจำวันศุกร์ ที่ 26 มิถุนายน 2563 สำหรับท่านที่เกิดวันศุกร์

เคล็ดลับการเล่นสล็อต เล่นยังไงถึงจะมีโอกาสทำเงินมากที่สุด

เคล็ดลับการเล่นสล็อต ที่จะนำมาแนะนำกันในบทความนี้ เป็นเทคนิคง่ายๆ ที่ผู้เล่นควรศึกษาและทำความเข้าใจเอาไว้ เพราะการเล่น...

ดูดวงรายวัน วันพฤหัสบดี ที่ 25 มิถุนายน 2563

ดูดวงรายวันประจำวันพฤหัสบดี ที่ 25 มิถุนายน 2563 สำหรับท่านที่เกิดวันพฤหัสบดี
register tangball